เรื่องเล่าประวัติครอบครัว คุณหมอวีซ่า

ฉบับพิเศษ ฉลองเดือนเกิดคุณหมอวีซ่า  –  กรกฎาคม 2019

มองย้อนหลังไปในช่วงปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา ชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ใน 4 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยนั้น ดูจะช่างไร้ค่าและไร้ความหมาย แถมไม่อาจจะคาดการณ์ได้ว่าวันนี้จะอยู่หรือไป อย่างเช่น จู่ๆเถ้าแก่สุนคนดังขี่มอเตอร์ไซด์ไปซื้อของที่ตลาด ถูกยิงตายคาถนน หรือมีระเบิดลงตามร้านค้าชาวจีนต่างๆ โดยบ่อยครั้งก็ไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ แถมการจับมัดตัวคนโดยเฉพาะเด็กๆ ลูกหลานคนมีสตางค์หน่อยไปเรียกค่าไถ่ เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก จนพ่อแม่ต้องดิ้นรนส่งลูกๆไปเรียนหนังสือและอาศัยอยู่ในกรุงเทพกันเสียเป็นส่วนใหญ่จนกลายเป็นประเพณีของชาวโกลกไปซะแล้วก็ว่าได้

dr.visa1

คุณหมอวีซ่าเกิดที่อำเภอ สุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส (หรือเรียกสั้นๆว่า โกลก) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่มีแม่น้ำโกลกขั้นกลางระหว่างสุไหงโกลก กับ เมือง รันตูว์ ปันยัง ของประเทศมาเลย์เซีย ชีวิตในวัยเด็กของคุณหมอวีซ่า จำได้ว่าเป็นชีวิตที่เรียบง่าย แต่มีความสุข โดยโตมากับครอบครัวใหญ่ที่สมบูรณ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตาและความเอ็นดูจากคุณตาที่เราเรียกว่า “อากุง” กับคุณยายที่เราเรียกว่า “อาโผ่” คุณน้าทั้งหลาย คุณพ่อคุณแม่ และพี่น้องผู้ชาย 4 คน กับน้องสาวอีก 1 คน แถมมีเพื่อนบ้านที่ดีมีน้ำใจ มีเพื่อนที่ร่าเริง เล่นและโตตีแบดมินตัน ถีบจักรยานกันมาตั้งแต่คันจ้อยจนเปลี่ยนเป็นคันใหญ่มาด้วยกัน ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวชาวจีนแคะ พวกเราโดนบังคับให้ต้องพูดภาษาจีนแคะกับอากุงอาโผ่ พ่อแม่และคนในครอบครัว จึงทำให้พวกเราสามารถพูดภาษาจีนแคะได้จนถึงทุกวันนี้ และด้วยความเป็นคนจีน คุณพ่อจึงส่งเราไปเรียนภาษาจีนที่เมือง รันตูว์ ปันยัง ตั้งแต่ชั้นประถม จึงทำให้พวกเราสามารถพูดภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่วเพิ่มอีกหนึ่งภาษา

คุณหมอวีซ่า1

อากุงของคุณหมอวีซ่า เป็นลูกหลานสกุลขุนนางจากประเทศจีนมาก่อน แต่ท่านได้ไปอาศัยอยู่ที่ฮ่องกงแต่วัยเยาว์ และได้เรียนรู้ฝีมือการทำกับข้าวระดับเหลาชั้นหนึ่งมา จำได้ว่าเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ หูฉลาม เป๋าฮื้อ ของอากุง นั้น อร่อยจนหาที่เทียมมิได้ อากุงกับอาโผ่ ท่านได้นั่งเรือแบบชาวจีนโพ้นทะเลทั้งหลายในสมัยนั้น อพยพมาอยู่ที่เมืองไทย และจนในที่สุดได้ตั้งหลักแหล่งอยู่เมือง สุไหงโกลก อากุงกับอาโผ่ เป็นคนขยัน อดทน ประหยัดมัธยัสถ์ แถมหัวดี ฝีมือดี จึงเปิดร้านอาหารจีนขึ้นโดยตั้งชื่อว่า “ร้านอาหารจูกอง” ซึ่งอิงชื่อแม่น้ำในหมู่บ้านที่ประเทศจีนที่เป็นภูมิลำเนาของอากุงอาโผ่มาก่อน ร้านจูกอง เป็นร้านอาหารที่โด่งดังขึ้นมาในละแวกนั้นด้วยฝีมือการปรุงอาหารที่อร่อยล้ำเลิศด้วยสุดยอดฝีมือของอากุง จนไม่เพียงแต่ชาวโกลก หาดใหญ่ ยะลา ปัตตานี หรือจังหวัดอื่นๆกระทั่งชาวเมืองหลวงต่างลุยกันมากินมาชิมฝีมือร้านจูกองเท่านั้น หากแต่ลูกค้าของร้านจูกองยังเดินทางไกลมาจากมาเลย์เซีย สิงคโปร์ จำได้ว่ากระทั่งหม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สมัยที่ท่านโด่งดังเรื่องโภชนาการมาก ก็ไปทานไปชิมมาแล้ว ร้านของอากุง จึงเป็นที่รู้จักดีและแน่นไปด้วยผู้คนจนหลายครั้งโต๊ะเก้าอี้ไม่พอให้แขกนั่ง จนกลายเป็นแหล่งชุมนุมสังสรรค์และที่นัดพบในช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน สารพัด ด้วยอาหารที่เริดรสและราคาที่ย่อมเยาว์จนลูกค้าที่เคยสัมผัสร้านจูกองมา ต่างชื่นชมกันอย่างไม่ขาดสาย ส่วนสมาชิกน้อยใหญ่ในครอบครัวของเรา ก็หมั่นเพียร ขยันทำงานในร้าน ช่วยอากุงอาโผ่โดยไม่เคยมีใครบ่นสักคนว่าเหนื่อย หรือไม่ยอมทำ และช่วงเวลาที่คุณหมอวีซ่ามีความสุขมากที่สุด ก็คือตอนสมัยเป็นเด็กในช่วงเวลาอาหารเย็นที่ได้นั่งร่วมโต๊ะกลมประจำของครอบครัว ร่วมกับอากุงอาโผ่ คุณพ่อคุณแม่ คุณน้าหญิงชาย พี่น้องทั้งหลายในการทานข้าวพร้อมกันด้วยกับข้าวที่อากุงปรุงให้พวกเราได้ทานด้วยใจรัก ชีวิตในวัยเด็กของคุณหมอวีซ่านั้น ช่างเป็นชีวิตที่เรียบง่าย แต่มีความสุขอย่างล้นเหลือ

คุณแม่ หรือ “อาหมะ” ของคุณหมอวีซ่า ชื่อ นางจุกเฮียง หรือจุรี ท่านเป็นหญิงงามที่สวยเพียบพร้อมทั้งหน้าตา รูปร่าง ผิวพรรณขาวเนียน ยิ้มแย้มแจ่มใส และยังเป็นผู้หญิงที่เฉลียวฉลาด มีสมองที่ดีเลิศ ทั้งที่ไม่เคยไปโรงเรียน เพราะเกิดมาเป็นพี่สาวคนโต ต้องอยู่บ้านช่วยพ่อแม่กับดูแลเลี้ยงน้องๆ ท่านสามารถเรียนด้วยตนเอง จนสามารถเขียนอ่านทั้งภาษาจีนกับภาษาไทยได้เป็นอย่างดี และที่น่าสนใจคือ ท่านสามารถคุยเรื่องของอเมริกากับรัสเซียอ้างอิงการเมืองได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ท่านยังมีความขยันหมั่นเพียร อดทน ประหยัดมัธยัสถ์ และเป็นเป็นลูกที่มีความกตัญญูมาเป็นที่หนึ่ง จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโกลก  อาหมะรักพ่อแม่มากจนยอมทำงานรับใช้อากุงอาโผ่ อยู่ดูแลน้องๆมาจนเกือบตลอดชีวิตของท่าน อาหมะทำกับข้าวได้เริดรสสุดๆเพราะได้รับการถ่ายทอดความรู้และฝีมือมาจากอากุง ความขยันมาจากอาโผ่ แถมท่านยังสามารถใช้ลูกคิด ดีดคิดเก็บเงินจากลูกค้าได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จำรายละเอียดรายการอาหารที่สั่งได้ทุกโต๊ะ ตั้งแต่ชั้นล่างไปยันชั้นบน ถ้าเป็นสมัยนี้ ก็จะเสมือนมีชิ๊ปคอมพิวเตอร์ฝังอยู่ในสมองท่านก็ว่าได้ ลูกค้าและผู้คนที่ได้พบเห็นและสัมผัสอาหมะมา ต่างชื่นชมและปลื้มแทนอากุงอาโผ่ที่มีลูกสาวที่ทั้งสวยทั้งเก่งทั้งขยันอย่างนี้ แต่ภายหลังต่อมา คุณน้าชายคนเล็กได้แต่งงาน ครอบครัวก็ขยายใหญ่ขึ้น จนอาหมะจำเป็นต้องออกจากครอบครัวใหญ่ของอากุงอาโผ่ และอากุงก็สนับสนุนให้อาหมะไปเปิดร้านอาหารของตนเอง ช่วงนั้น เถ้าแก่ไฮ่ของโรงแรมเมอร์ลินกำลังหาคนทำร้านอาหารที่ชั้นล่างของโรงแรม เลยมาถามอากุง อากุงเลยบอกให้อาหมะเราไปเปิดร้านใหม่ในโรงแรมเมอร์ลินแห่งนี้ ปรากฏว่าพอร้านเปิด ลูกค้าก็แห่ตามกันไปกินอาหารแสนอร่อยที่ร้านอาหมะ ท่านทำงานเหนื่อยจนรับมือไม่ไหว และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่แม้ว่าอาหมะจะเริ่มเดินหนทางการทำธุกิจหลังวัย 40 ปี ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง ครอบครัวของเราจึงเริ่มมีเงินเก็บขึ้นมาเป็นครั้งแรก เพราะในสมัยที่ทำงานให้อากุงอาโผ่นั้น อาหมะไม่เคยขอเงินเดือนใดๆ แค่ให้ลูกๆมีที่อยู่ที่กิน ท่านก็ถือว่าเป็นบุญคุณมากแล้ว จำได้ว่า หลังจากเปิดร้านเมอร์ลินไปไม่นาน คุณพ่อก็มีเงินซื้อรถ โตโยต้า คันแรกสีเขียวของครอบครัวเราเพื่อใช้รับส่งอาหมะไปจ่ายตลาด ไปทำงานที่ร้านและรับกลับบ้าน เป็นครั้งแรกในชีวิตท่าน

dr.visa22

แต่เป็นที่น่าโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่ฝรั่งมักพูดว่า “คนดี มักมีอายุไม่ยืน” คุณหมอวีซ่าคงต้องเชื่อเพราะประสบเรื่องจริงมากับกรณีของ อาหมะของเราเอง วันหนึ่งในปี พ.ศ. 2521 มีโจรเรียกค่าไถ่เถ้าแก่ไฮ่ที่เป็นเจ้าของโรงแรมเมอร์ลิน แต่เขาไม่ยอมจ่าย โจรเลยเอาลูกระเบิดใส่ถุงมาวางไว้ที่ร้านอาหารเมอร์ลินของหมะเรา อาหมะก็นึกว่าเป็นของที่แขกที่ร้านลืมทิ้งไว้ จึงใจดีไปหยิบ ตั้งใจจะเอาไปวางไว้หลังเคาว์เตอร์เก็บไว้ให้เผื่อแขกกลับมารับ ปรากฏว่าพอหยิบถุงขึ้น ระเบิดตูมระเนระนาดเกลื่อนกลาดไปทั่ว คุณแม่หันหลัง แต่ก็ไม่ทันแล้ว ลูกระเบิดแรงมาก จนท่านล้มสลบไป สะเก็ดระเบิดเป็นร้อยๆ รูเต็มบนหลังและตามตัวท่าน น่ากลัวมาก คุณแม่กลายเป็นผู้รับเคราะห์แทนเถ้าแก่ไฮ่อย่างน่าสงสารสุดๆ จากนั้นคุณแม่ท่านมีชีวิตอยู่ต่อมาอีก 2 ปี แต่ทั่วทั้งร่างกายของแม่ก็เป็นพิษไปหมดด้วยฤทธิ์ระเบิด โรคทุกโรคที่ท่านไม่เคยได้ยินได้เจอในชีวิตท่าน ไม่ว่าจะโรคตับ ไต ไส้พุง หัวใจ เบาหวาน กระเพาะ ต่างแห่กันมาจู่โจมท่านจนในที่สุดท่านทรมาณจนรับไม่ไหวอีกแล้ว และเสียชีวิตลงในที่สุดตอนท่านอายุเพียง 50 ปีอย่างน่าเสียดาย

Dr Visa’s Family story - (Special Edition celebrating Dr Visa’s birthday)

หลังคุณแม่โดนระเบิด ชีวิตของทุกคนในครอบครัวเราก็กลับตะละปัด ทั้งคุณพ่อกับลูกๆทุกคนต่างเสียใจ และเจ็บปวดอย่างมหาศาลจนหาคำบรรยายมิได้ จากผู้หญิงที่เคยแข็งแรง สวยงามสง่างาม มีจิตใจอันบริสุทธิ์และเข้มแข็ง เป็นหัวหน้าครอบครัว ทำค้าขายด้วยความขยันหมั่นเพียรและอดทนตามต้นฉบับของผู้หญิงเชื้อสายจีนอย่างถ่องแท้ พิษระเบิดทำร้ายและทำลายร่างกายแม่จนผอมแห้งเหลือตัวนิดเดียวจนกระทั่ง เพียงแค่จะเดิน จะกิน คุณแม่ก็ต้องอาศัยคนพยุง คนป้อน ท่านไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลืออีกเลย ลูกๆทุกคนที่ทำงานกับเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ ต่างสลับเวรกันกลับไปช่วยพยาบาล เยียวยา และดูแลคุณแม่ ณ เวลาที่คุณแม่เจ็บปวดขนาดนั้น รับทุกข์อย่างหนักขนาดนั้น คุณแม่ท่านรู้ตัวว่าท่านอาจรับไม่ไหวแล้ว จึงเรียกลูกๆแต่ละคนมาสั่งเสียและอยากมอบสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่ท่านให้ได้เป็นครั้งสุดท้ายแก่ลูกๆที่ท่านรัก โดยท่านบอกว่าใครอยากได้อะไรที่ท่านให้ได้ ท่านจะให้ พี่ชายคนโตอยากไปอเมริกา คุณแม่ก็ให้ไปและยินดีส่งเสียโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ น้องสาวจะไปบินเป็นแอร์ คาเธ่ย์ ก็ได้บินสมหวัง พอมาถึงตัวคุณหมอวีซ่าที่เป็นลูกสาวคนโต อาหมะได้สั่งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนเปี้ยเพลียใจและแผ่วเบา ในเรื่องของน้องชายคนสุดท้องที่ยังเด็กอยู่มาก อายุเพิ่งจะ 10 ขวบ น่าสงสารที่จะต้องเสียแม่ตั้งแต่วัยน้อย แม่บอกว่าทรัพย์สินที่แม่สร้างมา ได้แบ่งให้ลูกชาย 3 คนโตครบทุกคนแล้ว ห่วงแต่น้องเล็กที่ยังไม่ได้อะไร ท่านสั่งไว้ว่า หากคุณพ่อซื้อทรัพย์สินชิ้นถัดไป ลูกต้องบอกพ่อว่าแม่สั่งให้ทำชื่อน้องเล็ก และ “สำหรับลูก (คือคุณหมอวีซ่า) แม่จะส่งไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย เพราะลูกเป็นจองหงวนหญิงของที่บ้าน ชอบเรียนหนังสือและเรียนเก่งด้วย แม่จะให้ไปเรียนที่โน่น  เรียนจบแล้วต้องหาทางอยู่ที่โน่นให้ได้ อย่ากลับมา แล้วให้พาคุณพ่อ กับพี่น้องที่เหลือทั้งหมดไปอยู่ที่ออสเตรเลียกับลูกด้วย” ต่อมาคุณแม่ยังสั่งเสียต่ออีกว่า “หากอยู่ที่ประเทศเขาแล้วอยู่ดี ก็ให้ทำดี ชดใช้คุณแผ่นดิน ถือว่าเป็นประเทศบ้านเกิดหลังที่สองของลูกก็แล้วกัน” ตอนนั้นคุณหมอวีซ่าเพิ่งจะอายุเพียงแค่ 27 ปี คุณแม่ก็ให้ภารกิจชิ้นใหญ่หลวงขนาดนั้นมาวางไว้บนบ่าของเรา คุณหมอวีซ่าเองก็ยังไม่มีไอเดียว่าต้องทำอย่างไร แต่แค่มองเห็นใบหน้ากับแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของคุณแม่ ณ เวลานั้น เราถึงจะเป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว เพิ่งจบมหาวิทยาลัยออกมาทำงานได้ไม่นาน เงินเก็บก็ยังไม่มี แต่ก็รับปากคุณแม่ด้วยความกล้าหาญและกตัญญูต่อคุณแม่ อย่างไม่มีการคิดซ้ำสองเลยแม้แต่เล็กน้อยแม้ว่าภารกิจนั้นจะหนักหนาเพียงใดก็ตาม

จุดเริ่มต้นของการเดินทางก้าวสู่ประเทศ “ออสเตรเลีย”

dr.visa

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางก้าวสู่ประเทศ “ออสเตรเลีย” ของชีวิตคุณหมอวีซ่า ที่ยังเป็นสาวอายุไม่ถึงสามสิบคนหนึ่งอยู่ในเวลานั้น แต่แบกไว้ซึ่งภารกิจอันใหญ่หลวงบนบ่าของเรา คุณหมอวีซ่าเดินทางเข้าออสเตรเลียมาเรียนต่อปริญญาโททางสายพาณิชย์ศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย UNSW Sydney และด้วยโชคชะตานำพา ก็มาเจอสามี คุณคริสที่ Sydney ที่เป็นคนบ้านเดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ ปีต่อมาเราสองคนก็ได้เดินทางกลับไปแต่งงานต่อหน้าพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายที่บ้านเกิดสุไหงโกลก จำได้ว่าคุณแม่ท่านดีใจมาก จนน้ำตาไหลและหลังกลับมาซิดนีย์ไม่นาน คุณแม่ท่านก็จากเราไป ทิ้งไว้ซึ่งความเศร้าโศกเสียใจของคุณพ่อ ลูกๆและทุกคนที่รักท่านยิ่งนัก ต่อจากนั้น คุณหมอวีซ่าก็พยายามหาทางสปอนเซอร์คุณพ่อกับพี่น้องอีก 5 ครอบครัวให้ได้ไปตั้งหลักแหล่งอยู่อย่างถาวรที่ออสเตรเลีย โดยเสียสละทั้งกายและใจกับเวลาที่ลงให้กับภารกิจนี้ร่วม 15 ปีกว่าจะเอาทุกคนไปอยู่ออสเตรเลียจนครบได้ และให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องและครอบครัวพวกเขาสำเร็จ จนทุกคนมีหน้าที่การงานที่ดี มีบ้านอยู่อย่างสบายแล้ว น้องคนเล็กก็เป็นนายแพทย์หมอเด็กที่มีชื่อเสียงที่ออสฯ เสร็จสิ้นภารกิจที่สัญญาไว้กับแม่ ด้วยหนทางที่ยากเย็นแสนเข็นแค่ไหนก็ตาม เพราะด้วยความรักที่มีให้กับคุณพ่อและพี่น้อง คุณหมอวีซ่าเองก็ยอมทุกอย่าง ยอมเสียสละกระทั่งความสุขส่วนตัวของตนเองและครอบครัว เพื่ออนาคตและความสุขของพี่น้องทุกอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งๆที่หลังแต่งงานกับคุณคริส 4 ปี เราก็มีลูกด้วยกันสองคน คือน้องแอรอนกับน้องแคเรน จนลูกบ่นว่า เรารักพี่น้องมากกว่าลูกในใส้ตนเองซะอีก พอพี่น้องทุกคนอยู่สบาย มีงานทำ มีบ้านสร้างทรัพย์สินของตนเองได้แล้ว

จุดเริ่มต้นของบริษัท CP International

our-story1 (1)1

คุณหมอวีซ่าก็เริ่มทำตามคำสัญญาข้อที่สองที่ให้ไว้กับอาหมะ และนั่นก็คือ “หากประเทศเขาอยู่แล้วดี ให้ลูกทำดีชดใช้คุณแผ่นดิน” ในปี พ.ศ. 2540 คุณหมอวีซ่ากับสามี จึงตัดสินใจเปิดบริษัททางด้านศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย เพื่อเป็นการสนันสนุนทางเศรษฐกิจ นำเงินเข้าประเทศที่ให้ครอบครัวพี่น้องเราได้มาพักพิงด้วยความปลอดภัยจนทุกวันนี้ การเปิดบริษัทครั้งนั้น ก็ได้รับแรงบันดาลใจและการสนับสนุนจากท่านกงสุลใหญ่ ท่าน ดร ชัยยงศ์ สัจจิพานนท์ ในเวลานั้น โดยท่านมาเป็นประธานเปิดบริษัทให้ที่ซิดนีย์ จนทุกวันนี้ พวกเราชาว CP International ทุกคนก็ยังสำนึกในพระคุณของท่านกงสุลฯใหญ่อย่างหาลืมมิได้เลย

คุณหมอวีซ่า กับ การก่อตั้งบริษัท CP International

Our-Promise-to-You22

ธุรกิจสายนี้ เป็นสายทำวีซ่าซึ่งต้องขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายไว้กับ Office of the Migration Agents Registration Authority (OMARA) การแปลเอกสารที่มี NAATI รับรอง และใบรับรองการแต่งตั้งเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยและสถาบันต่างๆในออสเตรเลียมากมายในการแนะแนวการศึกษาต่อให้กับนักเรียนนักศึกษานานาชาติจากทั่วโลก โดยเน้นตลาดไทยเป็นหลัก เวลาผ่านไปไวมาก ตอนนี้บริษัทฯเราก็อายุ 22 ปีแล้ว เติบโตมาเป็น  4 สาขา ที่ นครเมลเบิร์น ซิดนีย์ กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ โดยในปี พ.ศ. 2556 ได้สัญญาเช่าให้บริษัท J&J Professional เข้ามาบริหารสาขาซิดนีย์ของเราเป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากคุณหมอวีซ่ากับสามีอยากมีเวลาไปเดินทางท่องโลก ซึ่งก็ได้ทำอย่างสมหวังและอย่างมีความสุข

dr.visa55

จากผู้หญิงสาวตัวคนเดียวที่เดินทางมาถึงออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2552 ด้วยเงินในกระเป๋าที่มีให้ใช้อย่างจำกัด ต้องทั้งหมั่นเรียนหมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อฝ่าฟันกับชีวิตในการประกอบภารกิจที่คุณแม่ที่รักที่จากเราไปได้สั่งเสียไว้ คุณหมอวีซ่าต้องทำงานอย่างหนัก ขยันหมั่นเพียรและอดทนเอามากๆ แต่ก็ไม่เคยท้อถอย ด้วยความรักและความกตัญญูที่มีต่อพ่อแม่ และด้วยความรักจากใจจริงที่มีให้กับพี่น้อง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนแต่อย่างใด หนทางนั้นมันยากแสนเข็ญและไม่ราบรื่นเสมอ มีหลายสิ่งที่ต้องฝ่าฟันมาจนนับไม่ถ้วน ความเจ็บปวดหลั่งน้ำตา ก็มีมามากต่อมากผสมผสานไปกับโอกาสแห่งความสุขความสำเร็จ โดยเห็นแก่นแท้ของชีวิตมาก็มากจนนับไม่ถ้วนแล้ว และ ณ บัดนี้ ลูกๆของอาหมะทั้ง 6 คนก็ได้ตั้งหลักแหล่งและได้อาศัยอยู่อย่างสงบสุข มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย มีงานทำ มีบ้านใหญ่โตอยู่กันครบทุกคนใน ‘ดินแดนแห่งโอกาสทอง’ แห่งนี้แล้ว ทั้งที่เป็นหมอ เป็นสถาปนิก เป็นนักแปลมืออาชีพ รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เป็นนักธุรกิจ ก็หมดครบสบายกันทุกคนทุกครอบครัว และได้ทำคุณให้กับประเทศออสเตรเลียที่เป็นบ้านเกิดแห่งที่สองของพวกเราครบทุกคนแล้ว ลูกเชื่อว่าวิญญาณของอาป๋ากับอาหมะของเราที่อยู่เบื้องบนสวรรค์ คงจะมีแต่ความสงบสุข หมดห่วง ด้วยความรักอย่างสุดซึ้งยิ่งที่มีให้กับอาหมะ คุณแม่ผู้เสียสละที่เกิดมาเพื่อผู้อื่นโดยแท้…..

จากวันนั้นสู่วันนี้เข้าปีที่ 22 ของ CP International

From Day 1 until Today the 22nd year of CP International

From Day 1 until Today the 22nd year of CP International

เรื่องเล่าประวัติครอบครัว คุณหมอวีซ่า

เรื่องเล่าประวัติครอบครัว คุณหมอวีซ่า

มีคำถามเกี่ยวกับการสมัครหรือสถานะวีซ่าออสเตรเลียของคุณ? ต้องการสมัครเพื่อศึกษาต่อ ทำงาน หรืออาศัยอยู่ในออสเตรเลีย? สามารถขอคำแนะนำจากทีมคุณหมอวีซ่าได้ที่: