จดหมายจากใจของคุณหมอวีซ่าถึงคุณพ่อคุณแม่ของน้องนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีจากออสเตรเลียคนหนึ่ง

วีซ่านักลงทุน 188C เพื่ออนาคตของลูกรัก

 

ช่วงนี้ เนื่องจากแต้มการยื่นวีซ่าทักษะในกลุ่มที่อาศัยวุฒิ อาชีพ ประสบการณ์งานที่เรียกว่า General Skilled Migration (ในกลุ่มประเภทวีซ่า 189, 190 และ 491) สำหรับนักศึกษาที่เรียนจบจากออสเตรเลียนิยมยื่นกันหากมีคุณสมบัติครบถ้วน จะมีการแข่งขันที่สูงมาก จนดึงคะแนนการนับแต้มในทักษะหัวข้อต่างๆ เช่น อายุ ภาษาอังกฤษ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์งาน ฯลฯ เป็นต้น รวมแล้วสูงถึง 95 คะแนน ตามที่เห็นๆกันอยู่ในปัจจุบัน ทั้งๆที่คะแนนผ่านอยู่ที่เพียง 65 คะแนนเท่านั้น เลยทำให้น้องๆนักศึกษาหลายท่านเกิดภาวะเครียดกันไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับนักศึกษาที่คุณพ่อคุณแม่มีฐานะดี เป็นนักธุรกิจ พ่อค้า แม่ค้า นักลงทุน ที่มีเงินลงทุนเป็นร้อยล้านบาทไทยขึ้นไป วันนี้คุณหมอวีซ่าขอเสนอทางออกอีกทางนึงผ่านช่องทางของ “วีซ่าร้อยล้านบาท” ให้ โดยเนื่องจากมีคุณพ่อคุณแม่ถามเข้ามากันหลายท่าน เพราะเริ่มอยากวางแผนกระจายเงินลงทุนไปไว้ที่ต่างประเทศกันบ้าง เสมือนกระจายไข่ไปไว้ในตะกร้าใบอื่นบ้างโดยไม่เก็บไว้ในตะกร้าเพียงใบเดียวกัน เผื่อตะกร้าตกหล่น ไข่ก็จะแตกกระจายเละไปหมดจนไม่มีเหลือให้กินเลยก็เป็นไปได้

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่บทความคุณหมอวีซ่าในวันนี้ ขอส่งเป็นรูปแบบจดหมายที่เขียนถึงคุณพ่อคุณแม่คู่หนึ่งจริงในวันนี้ โดยหวังว่าท่านผู้อ่านที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว จะได้แง่คิดมุมมองที่แตกต่างออกไปในยุคของบ้านเมืองกับโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอนในตอนนี้ ในการทำเพื่ออนาคตอันไกลของลูกหลานที่เรารักและเป็นห่วงยิ่ง นะคะ

_____________________________________________________________

 

วันที่ 17 ก.พ. 2563

เรียน คุณพ่อ คุณแม่ น้อง (ไม่ออกนาม)

 

ตามที่ได้คุยผ่าน Line ไปคร่าวๆ วันนี้คุณหมอวีซ่าขออนุญาตนำส่งข้อมูลเรื่อง วีซ่านักลงทุนประเภท 5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือที่นักลงทุนไทยปัจจุบันขนานนามเรียกกันว่า “วีซ่าร้อยล้านบาท” (Significant Investor Visa subclass 188C>888) คร่าวๆ มาให้คุณพ่อคุณแม่ลองพิจารณาเป็นการวางแผนช่องทางวีซ่าระยะยาวให้ลูกได้อาศัยอยู่และทำงานที่ประเทศออสเตรเลียไปตลอดจนข้ามฝั่งไปถือวีซ่าถาวร (Permanent Resident หรือ PR) และจนในที่สุดได้ถือเพิ่มอีกหนึ่งสัญชาติ คือสัญชาติออสเตรเลียมาครอง หากเมืองไทยเกิดมีการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาในอนาคตที่เราคาดคิดไม่ถึง (ซึ่งสมัยนี้อะไรก็เกิดได้อย่างไม่รู้ตัว) อย่างน้อยคนที่เรารักเราห่วงก็สามารถอยู่ออสเตรเลียได้อย่างปลอดภัย อีกอย่างหลังน้องได้ PR ของออสเตรเลียมาแล้ว ก็จะสามารถสปอนเซอร์ให้คุณพ่อคุณแม่ให้ได้ PR ของออสเตรเลียไปๆมาๆเข้าๆออกๆออสเตรเลียกี่ครั้งก็ได้ตามแต่สะดวกในอนาคตได้ด้วยเช่นกันค่ะ จะไปเกษียณที่โน่นสลับกับเมืองไทย หรือไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรืออยากทำธุรกิจอะไร ก็ทำได้โดยไม่ต้องกังวลว่าไม่มีวีซ่ารองรับนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

อีกอย่างที่สำคัญที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ที่เป็น ชาวจีน ชาวสิงคโปร์ ชาวฮ่องกง ชาวไต้หวัน ชาวเวียดนาม อเมริกาใต้ และประเทศอื่นๆหลายที่ที่ส่งลูกไปเรียนที่ออสเตรเลียนิยมทำกัน ก็คือขนเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในวีซ่านักลงทุนตัวนี้ให้ลูกได้อยู่ออสเตรเลียให้ช่วยดูแลเงินฝากลงทุนก้อนนี้ ก็ด้วยหลักการที่ไม่สมควรเอาไข่ทุกใบใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกัน เวลาตะกร้าตกหล่น ไข่ก็จะแตกกระจุยเละไปหมดไม่มีอะไรเหลือให้กินได้อีกเลย อนึ่ง สมัยนี้อะไรๆก็ไม่แน่นอน อย่างเช่นเรื่องโคโรน่าไวรัสที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ก็เฉพาะแต่คนจีนที่ถือ Australian PR/Citizen หรือเป็นญาติของ Australian PR/Citizen เท่านั้น ที่จะสามารถบินกลับเข้าประเทศออสเตรเลียได้โดยจะได้รับความคุ้มครองและการดูแลจากรัฐบาลออสเตรเลียภายใต้ระบบสาธารณสุขที่ดีของประเทศเขา ส่วนคนจีนอื่นๆ ที่ไม่ถือ PR ประเทศออสเตรเลียก็สั่งห้ามไม่ให้เข้าประเทศจนกว่าเรื่องไวรัสนี้จะได้รับการจัดการอย่างปลอดภัย คนจีนเหล่านั้นจึงต้องบินกลับไปเมืองจีน ซึ่งโอกาสติดเชื้อก็สูงกว่าที่ออสเตรเลียมาก อันเป็นตัวอย่างที่ดีให้เห็นผลประโยชน์ชัดเจนของการถือสองสัญชาติ

ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมาจนถึงปี 2563 ปีหนูไฟนี้ เป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับเรื่องวุ่นวายมากมาย ทั้งทางเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งคนบ้าคลั่ง ใช้ยาม้ากันอย่างเสรี บ้าขึ้นมาก็เที่ยวกราดยิง ลอบฆ่าโยนน้ำใส่หีบ จี้ปล้นร้านทองยิงคนตาย สารพัด จิปาถะ จนชาวต่างชาติก็ไม่กล้ามาเที่ยวมาเยือนบ้านเราคึกคักเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว โลกเราเองก็ค่อนข้างซบเซาจากหลายๆ ปัจจัยไม่ว่าจะเป็นสงครามทางการค้าระหว่างสองประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาและจีน หรือข้อทะเลาะพิพาทเบาะแว้งระหว่างอเมริกากับอีหร่าน หรือการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารชาติของสหรัฐตามใจชอบ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนทำให้เศรษฐกิจของหลายๆประเทศได้รับผลกระทบไปตามๆกัน  เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่รู้ว่าจะเดินไปในทิศทางไหน เงินที่พ่อค้าแม่ค้าหามาได้ จะปลอดภัยอยู่กับตัวไปโดยตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็ยังไม่อาจมีใครคาดเดาได้ จะเกิดรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศไหม จะมีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าไหม ก็ไม่มีใครเดาได้  ด้วยเหตุเหล่านี้แล้วทำให้นักลงทุนชาวไทยหลายๆท่านเริ่มมองหาลู่ทางการลงทุนใหม่ๆเพื่อกระจายความเสี่ยงจากเศรษฐกิจการเมืองที่ไม่แน่นอนของประเทศไทยไปสู่ประเทศอื่นๆ ที่มีรากฐานทางเศรษฐกิจที่ปลอดภัยและมีความเสี่ยงน้องกว่า ด้วยผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่า และที่สำคัญ เพื่อแลกกับคุณภาพชีวิตของครอบครัว ลูกหลานที่เรารักเราหวงในอนาคตสืบข้างหน้าต่อๆไป

วีซ่านักลงทุนของออสเตรเลีย (subclass 188C) จึงเป็นการลงทุนประเภทหนึ่งที่ตอนนี้เริ่มแพร่หลายและได้รับความนิยมในกลุ่มคนมีเงินหรือเศรษฐีของประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งช่องทางการลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งผลกำไรและการได้สัญชาติออสเตรเลียต่อไปในอนาคตข้างหน้า คุ้มสุดๆค่ะ เพราะเงินลงทุนตรงนี้ ไม่ได้หายไปไหน ยังเป็นของเราตั้งแต่เริ่มลงทุนได้วีซ่าชั่วคราว (Temporary Visa or TR subclass 188C) มาครอง 4 ปีกับอีก 3 เดือน พ้น 4 ปีไปแล้ว เราจะสามารถข้ามฝั่งไปถือ Permanent Visa or PR subclass 888 และ ณ วันที่เราได้ PR 888 มาครอง เราสามารถถอนเงินก้อนนี้ออกทั้งหมดไปทำอะไรก็ได้แล้วแต่เรา เพราะเป็นเงินของเราโดยตลอด + กับเงินปันผลที่จะได้มาในแต่ละปี ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนรายงานมาว่าผลตอบแทนของพวกเขาจะได้อยู่ที่ประมาณ 6-15% แล้วแต่เราจะเลือกลงทุนตามประเภทความเสี่ยงต่ำจนถึงความเสี่ยงสูงขนาดไหน เป็นต้น ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาของช่วงการลงทุนแบบที่เรียกว่า Significant Complying Investment ตามข้อกำหนดของรัฐบาลออสเตรเลีย

สำหรับวีซ่านักลงทุน Significant Investor Stream (188C) ตัวนี้ ผู้ลงทุนจะต้องมีเงินลงทุนที่เป็นของตนเองที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (lawfully acquired) โดยไม่ติดพันธะใดๆ (unencumbered funds) ถึง 5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย และต้องเป็นเงินที่ไม่ใช่เป็นหนี้สินที่ไปกู้ยืมใครเขามาใช้ก่อน หรือติดพันธะทางการเงินอื่นๆ ผู้ลงทุนจะมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนที่รัฐไหนในออสเตรเลียก็ได้ที่ครอบครัวเราอยากไปตั้งหลักแหล่งและใช้ชีวิตอยู่ เช่น ถ้าอยากไปใช้ชีวิตในฐานะซิติเซ่นของออสเตรเลียที่เมือง Melbourne ก็จะต้องเลือกไปลงทุนที่รัฐ Victoria  เป็นต้น หรือจะเลือกลงทุนกับ Austrade โดยสามารถไปอยู่ที่รัฐไหนก็ได้ตามใจชอบ เพียงแต่ค่ายื่นขอสปอนเซอร์จาก Austrade จะแพงกว่ากันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนในการจะเลือกลงทุนใน portfolio แบบไหน เสี่ยงน้อย เสี่ยงมาก ตรงนี้ทางบริษัทการเงินที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะมีที่ปรึกษาทางการเงินการลงทุนของออสเตรเลีย จะคอยเป็นผู้วิเคราะห์การลงทุนและเสนอแผนการลงทุนให้อย่างปลอดภัยและได้ผลตอบแทนคุ้มค่า และระยะเวลาในการลุงทุนนั้น จะอยู่ที่ 4 ปีขึ้นไปโดยถอนเงินก้อนนี้ออกไม่ได้จนกว่าจะได้วีซ่าถาวร (PR) มาครอง โดยผลตอบแทนมีการจ่ายให้ตรงตามเวลาของการลงทุนคุ้มสุดๆ และใน 4 ปีกับ 3 เดือนในช่วงที่ถือวีซ่าชั่วคราว 188C นี้ ตัวผู้สมัครหลักจะต้องอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียเป็นเวลาอย่างน้อยปีละ 40 วัน และถ้ามีผู้ติดตามพ่วงไปในวีซ่านี้ด้วย ผู้ติดตามก็จะต้องอยู่ออสเตรเลียขั้นต่ำปีละ 180 วัน  เมื่อพ้น 4 ปีไปแล้วถึงจะมีสิทธิ์ยื่นขอ PR ของออสเตรเลียได้ หลังได้ PR แล้ว ผู้ลงทุนก็สามารถเลือกได้ว่าจะเก็บเงินให้ทางบริษัทการเงินที่ขึ้นทะเบียนเหล่านี้ลงทุนต่อเนื่องให้เพราะได้ผลตอบแทนคุ้มค่า หรือจะถอนออกไปทำอย่างอื่นก็ได้แล้วแต่เรา เพราะยังไงเงินก็เป็นเงินของเราอยู่วันยังค่ำค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

ออสเตรเลียถือเป็นประเทศที่สวยงาม สงบปลอดภัย มีภาวะเศรษฐกิจที่เจริญมั่นคง ภูมิอากาศดีมาก ไม่หนาวจัดไม่มีหิมะตกเหมือนทางยุโรปหรืออเมริกา จึงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับความนิยมในการลงทุนอย่างสูงในยุคปัจจุบัน แล้วยิ่งช่วงนี้ค่าเงินไทยแข็งขึ้นมากทำให้เงิน 5 ล้านเหรียญที่โอนไปนั้นถูกลงเยอะ เพราะเทียบเท่าเงินไทยก็แค่ 100 ล้านบาทเศษๆ แทนที่จะเหยียบ 150 ล้านเหมือนสมัยที่วีซ่าตัวนี้ออกมาใหม่ๆ ถือว่าเป็นภาวะที่เหมาะแก่การโอนเงินไปต่างประเทศหรือการลงทุนในต่างแดนที่ปลอดภัยและมั่นคง

 

รีบฉกฉวยโอกาสนี้ ไปซื้อสัญชาติออสเตรเลียให้ตนเองหรือลูกหลานกันเถอะค่ะ หากใครสนใจสามารถติดต่อคุณหมอวีซ่าและทีมงาน ถามหา คุณเมย์ หรือ คุณมิกะ ได้ที่

CP International Education and Migration Centre 408/35 ชั้น 9 อาคารพหลโยธินเพลส ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม 10400 เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์: 9.00-17.00น.

เบอร์โทรติดต่อ: 02-278-1236

CP International Official Line: @cpinter

 

หากคุณพ่อคุณแม่มีคำถามหรือข้อสงสัยอื่นๆ สามารถนัดปรึกษาโดยตรงกับคุณหมอวีซ่าไปพร้อมๆกันทั้งคุณพ่อ คุณแม่กับน้อง โดยนัดวันเวลาผ่านทางผู้ช่วยคนเก่งของคุณหมอวีซ่า คือ คุณ May หรือคุณ Mika ได้เลยค่ะ ที่เบอร์โทรศัพท์ +662 278 1236 หรือผ่านทาง Line: @cpinter ถามหา May หรือ Mika ได้เลยค่ะ

 

สำหรับน้องๆที่กำลังวางแผนจะไปเรียนต่อภาษาอังกฤษ หรือคอร์สดิพโพลม่าที่ออสเตรเลีย และอยากหาทางเลือกใหม่ ในการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ก็อย่าพลาดงานดีๆที่ทางทีมงาน CP International ตั้งใจจัดให้เพื่อผลประโยชน์ของเราทุกคนที่ CP Bangkok ในวันเสาร์ที่ 7 March 2020 ตั้งแต่เวลา  12.00น. – 16.00น. อย่าลืมบอกต่อเพื่อนๆญาติๆที่ไทยให้ไปร่วมงานดีๆที่ CP International Bangkok นะคะ

 

ลงทะเบียนร่วมงาน http://bit.ly/36ZOUkX

ด้วยความปรารถนาดี

คุณหมอวีซ่า