Family Violence
เครียดเพราะโควิด (COVID) – ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
ผู้รับเคราะห์มีทางออกอื่นไหมในการทำวีซ่า?

เมื่อเช้าฟังข่าวมามีเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวอายุเพียง 27 ปีที่อาศัยอยู่ซิดนีย์ฝั่งตะวันตกถูกสามีทำร้ายในบ้านจนเสียชีวิต เป็นข่าวที่น่าสลดใจมากในยุคโควิดนี้ เพราะทำให้มีผู้คนตกงานเป็นจำนวนมาก ไม่มีรายได้จ่ายค่าเช่าบ้าน เงินไม่พอที่จะประคองค่าครองชีพต่าง ๆ บ้างก็เกิดอาการเครียดจนเที่ยวทำร้ายคนที่อยู่รอบข้างอย่างคนในครอบครัว แต่รัฐบาลออสเตรเลียก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะก็ได้มีการเสนองบเป็นจำนวน 48 ล้านดอลล่าร์เพื่อดูแลช่วยเหลือผู้รับเคราะห์จากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวโดยเฉพาะ ในส่วนนี้รวมถึงการทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจด้วย

เรื่องราวนี้ดลใจให้คุณหมอวีซ่าอยากเขียนบทความบอกเล่าประสบการณ์ให้ผู้ที่ติดตามฟัง เพราะเมื่อไม่นานมานี้เองทาง CP International เพิ่งจะได้รับจดหมาย Grant จากอิมมิเกรชั่นที่เราได้ยื่นไปเป็นวีซ่าพีอาร์ให้กับลูกค้าท่านหนึ่งกับลูกๆโดยมีคุณหมอวีซ่าดูแลเรื่องวีซ่าให้กับครอบครัวนี้มาซักระยะใหญ่ตั้งแต่รุ่นคุณยาย มาจนถึงรุ่นลูกลูกรุ่นหลาน จนได้เป็นพีอาร์ที่ออสเตรเลียกันทุกคนในวันนี้ ไม่ว่าในอดีตจะมีประวัติวีซ่าซับซ้อนมากมายขนาดไหนก็ตาม ทุกคนก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และวันนี้คุณหมอวีซ่าก็ได้รับกำลังใจและรางวัลจากข้อความที่น้องส่งมาให้ คุณหมอวีซ่าดีใจและปลื้มใจฝุดๆเลยค่ะ…

“ขอบคุณพี่ Pip และทีมงานทุกท่านมากค่ะ A (นามสมมติ)และลูกทั้งสองถ้ามีโอกาสจะไปขอบคุณทุกคนด้วยตัวเองค่ะ ไม่รู้จะพูดคำว่าอะไรได้ดีไปกว่าขอบคุณที่ช่วยกันทำให้ A และลูกได้มีวันนี้ หลังจากที่ต้องผ่านเรื่องเลวร้ายกันมามาก”

“เรื่องราวดีๆต้องส่งต่อให้ทุกคนได้ทราบ”

น้องเป็นผู้หญิงที่สวยทั้งกายและใจเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติดีเลิศของกุลสตรีไทยคนหนึ่ง ขยันทำงานไม่เคยทิ้งครอบครัวและกตัญญูกับพ่อแม่มาเป็นที่หนึ่งโดยตลอด แต่เสียดายที่ชีวิตหลังแต่งงานกับชายชาวออสซี่โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่ออสฯพร้อมลูกๆทั้งสองคนไม่ราบรื่น น้องกลับมาพบเจอแต่เรื่องเลวร้ายที่ตัวเองไม่เคยคาดคิดมาก่อน ตอนฝ่ายชายตามจีบฝ่ายหญิงก็รีบเร่งจะทำเรื่องวีซ่า ต้องการไปอยู่ออสทันทีทันใดทางทีมงานคุณหมอวีซ่าก็ต้องรีบเดินเรื่องให้สุดความสามารถ แต่พอได้วีซ่าคู่ครอง หรือที่เรียกว่า Partner Visa มาแล้ว (ซึ่งก็โชคดีที่ใช้เวลาไม่นาน) ฝ่ายชายก็แสดงธาตุแท้ของตนออกมาไม่นานหลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกัน

ภาษาอังกฤษจะมีคำพูดว่า “You can’t read a book from its cover” หรือรู้หน้าไม่รู้ใจจริง พออยู่ด้วยกันไปได้ไม่นาน จากที่รักกันดีๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนไม่เหมือนตอนที่คบกันอีกต่อไป โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องเงินเรื่องทอง ค่ากินอยู่ ค่าใช้จ่ายต่างๆในบ้านแล้วละก็ ฝ่ายที่กระทำก็มักจะขูดรีดเงินและเรียกร้องค่าใช้จ่ายต่างๆจากอีกฝ่าย ในกรณีน้องคนนี้ ด้วยค่าครองชีพในออสเตรเลียที่แสนแพง แน่นอนเงินที่เอามาจากบ้านที่คุณพ่อเคยให้ไว้ ก็ค่อยๆร่อยหลอหมดไป จนสุดท้ายต้องออกไปทำงานในครัวร้านอาหารแห่งหนึ่งโดยรับงานที่หนักมากจนมือไม้เปื่อยไปหมด แต่น้องก็ยอมทน เพราะถือว่าไหนๆก็อยู่กันเป็นครอบครัวแล้วก็ต้องช่วยกัน สุดท้ายเรื่องมาเกิดขึ้นเพราะมีอยู่คืนหนึ่งน้องกลับจากที่ทำงานแต่ไขกุญแจเข้าบ้านไม่ได้ ต่อมาจึงรู้ว่าฝ่ายชายได้ตั้งใจล็อคประตูบ้านเพื่อขับไล่ทั้งน้องและลูกๆออกจากบ้าน สุดท้ายแม่และลูกต้องไปขออาศัยกับเพื่อนชั่วคราว แค่นี้ไม่พอยังมีเหตุการณ์ที่เลวร้ายเกิดขึ้นตามมาตลอดจนน้องเองก็น้ำหนักลดฮวบไปย่างน่าสลดใจ

เนื่องจากคุณหมอวีซ่าเคยทำพีอาร์ให้คุณแม่ของน้องจนสำเร็จทั้งที่คุณแม่เองก็มีประวัติทางวีซ่าซับซ้อนมากมาก่อนจนทุกวันนี้ก็ได้อาศัยอยู่อย่างถาวรที่ออสเตรเลียอย่างมีความสุขแล้ว คุณแม่ก็เลยยกให้ทีมงานคุณหมอวีซ่าดูแลวีซ่าของลูกสาวกับหลานๆตั้งแต่ต้นจนจบ มาถึงเรื่องของความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันในครั้งนี้ ทีมงานเราก็มีโอกาสได้ช่วยกันแก้ปัญหาด้านวีซ่าให้น้องอีกครั้ง โดยผ่านการยื่น Family Violence หรือ Domestic Violence ที่ออสเตรเลียให้โดยน้องไม่ต้องเดินทางออกนอกประเทศ

การทำร้ายมีได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายหรือสภาพจิตใจก็ตาม กรณีการเอาเปรียบทางด้านการเงินที่เห็นเป็นตัวอย่างนี้ก็เช่นกัน ฝ่ายชายออสซี่ คำสองคำก็ขู่ว่าจะแจ้งอิมมิเกรชั่นส่งน้องกับลูกๆกลับอย่างเดียว แต่คุณหมอวีซ่าจะบอกทุกคนว่า “ไม่ต้องกลัว เพราะออสเตรเลียมีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกทำร้าย ถูกเอารัดเอาเปรียบค่ะ”

โดยเคสที่เรายกตัวอย่างนี้ ทางทีมงานไม่รอช้าและได้เริ่มรวบรวมหลักฐานในการเคลม Domestic Violence โดยอาศัยความรู้ด้านวีซ่า ด้านกฎหมายประเทศออสเตรเลีย และประสบการณ์กว่า 23 ปีของคุณหมอวีซ่าแบบที่ไม่ต้องอาศัยฝ่ายสปอนเซอร์เซ็นเรื่องต่อเนื่องให้อีกต่อไป คุณหมอมีความมั่นใจว่าเคสของน้องนั้นทำได้และก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง ทางเราเริ่มเรื่องตั้งแต่ต้นปี 2019 จนตอนนี้ผ่านมาปีกับอีก 4 เดือน วันนี้น้องกับลูกๆก็ได้รับ PR ด้วยตัวเองอย่างเรียบร้อย ต้อนรับวันใหม่แห่งการตั้งหลักแหล่งที่ออสเตรเลียในฐานะผู้ถือถิ่นฐานถาวรที่นี่ โดยไม่ต้องทนทรมาณรออีกสองปีให้ฝ่ายชายเป็นสปอนเซอร์อีกต่อไป น้องเองก็ได้รับสิทธิ์และความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้ทุกประการในฐานะ PR เช่นสามารถรับเงิน JobKeeper สำหรับคนมีงานทำในยุคโควิดหรือ JobSeeker สำหรับคนตกงาน เป็นต้น แถมยังได้อยู่ใกล้คุณแม่ดูแลคุณแม่ในยามสูงวัยอีก ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ยิ่งในยุคโควิดปัจจุบัน แต่ละครอบครัวต้องเก็บตัวอยู่กับบ้าน อาจจะอึดอัด อารมณ์เสียกันไปจนก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้ด้วยปัจจัยที่เครียดจากการตกงาน รายได้ลดน้อยถอยลงไม่พอใช้จ่ายในครัวเรือน หรืออื่นๆได้ สามีภรรยาก็อาจจะเกิดปากเสียงทะเลาะวิวาท ทำร้ายจิตใจ ทำร้ายร่างกายกันได้ด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ โดยเฉพาะเรื่องการเงินนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียวในยุคโควิดนี้ คุณหมอวีซ่าจึงขอเน้นว่า ความรุนแรงในครอบครัวนั้นไม่จำเป็นจะต้องเกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

จะเห็นได้ว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีปัจจัยอื่น เช่น การถูกทำร้ายทางจิตใจ ทางเพศ การกักตัวให้อยู่อย่างสันโดษ การเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเงินค่าสินสอดทองหมั้นที่เราได้จากพ่อแม่มาด้วย
Family violence is any conduct that makes you reasonably fear for your safety or wellbeing. This can be actual or a threat, and directed at you, your family members, the alleged perpetrator’s family members, or your or the alleged perpetrator’s property.
Family violence can include:
• physical or psychological abuse or harm
• forced sexual relations
• forced isolation or economic deprivation, including dowry-related abuse.
อ้างอิงจาก website ของ Immigration: https://immi.homeaffairs.gov.au/visas/getting-a-visa/visa-listing/partner-onshore/family-violence-and-your-visa
แต่แน่นอนที่สุด การพิสูจน์ความจริงให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นเห็นด้วยกับเราว่ามีความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นจริง ผู้ยื่นก็ต้องทำตามระเบียบการที่รัฐบาลกำหนดมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทขัดแย้งทางกฎหมาย และอธิบายให้เจ้าหน้าที่เห็นด้วยโดยการเตรียมหลักฐานที่จะใช้พิสูจน์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงให้พร้อม เพื่อความน่าเชื่อถือ คำแนะนำที่ให้กับลูกค้า กับ connection ต่างๆที่รวมถึงทีมแพทย์ จิตแพทย์ และนักสังคมสงเคราะห์ ล้วนต้องได้รับการรับรองจากอิมมิเกรชั่นทั้งนั้น

หากผู้อ่านท่านใด หรือรู้จักใครที่ตกอยู่ในสภาพที่อาจเข้าข่ายความรุนแรงในครอบครัวแต่ต้องกัดฟันทนอยู่กับสปอนเซอร์ ยอมให้เขาเอาเปรียบหรือรังแกต่อไปเรื่อยๆเพื่อจะให้ได้มาซึ่งวีซ่าถาวร สามารถติดต่อทีมงานคุณหมอวีซ่าที่ CP International ได้เลยนะคะ ทางเราจะประเมินโดยละเอียดว่าเข้าข่าย Family Violence ที่จะยื่นขอ PR แบบไม่อาศัยสปอนเซอร์ได้หรือไม่ และหาทางออกด้านวีซ่าอย่างสุดความสามารถค่ะ

สุดท้ายนี้ ทีมงานคุณหมอวีซ่าขอแสดงความยินดีกับน้องที่พึ่งได้วีซ่า PR ผ่านกฎเกณฑ์ความรุนแรงในครอบครัวเมื่อวันที่ 18 May 2020 ที่เพิ่งผ่านมานี้ และขอให้ทั้งครอบครัวประสบความสำเร็จมีความสุขอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาในประเทศออสเตรเลียต่อไปนะคะ อีกทั้งหากน้องเข้าข่าย นายจ้างน้องก็สามารถไปขอเงินสนับสนุน JobKeeper จากรัฐบาลเพื่อรับเงินสนับสนุนเดือนละ $3,000 (หรือประมาณ 60,000 บาทต่อเดือน) ตลอดจนถึงเดือนกันยายนปีนี้อีกด้วยค่ะ ลูกๆก็สามารถเรียนฟรี และอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของผู้ที่ถือพีอาร์ถูกต้องตามกฎหมายออสเตรเลียทุกประการ คุณหมอวีซ่าและทีมงานขอแสดงความยินดีด้วยอีกครั้งหนึ่ง และขอให้ประสบความสำเร็จในชีวิตที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียต่อไปอีกยาวนานในอนาคตค่ะ

ก่อนจะลาจากกันไปในวันนี้ ขอบอกทุกคนที่ได้พีอาร์ว่าหากได้สิทธิ์ทำสัญชาติออสเตรเลียเมื่อไหร่ก็ให้รีบไปทำซะนะคะ ถือพาสปอร์ตสองเล่ม สองสัญชาติ เดินทางเข้าออกทั้งสองประเทศได้อย่างสะดวกสบาย ถือสิทธิ์ราษฎรได้ทุกอย่างเลยค่ะ

สำหรับฉบับวันนี้ ขอสวัสดีและลาไปก่อนนะคะ อย่าลืมดูแลตัวเองดีๆ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง สู้สู้ “We’re in it together!”

ด้วยความปรารถนาดี
จากทีมงานคุณหมอวีซ่า

—————————————

คุณหมอวีซ่าและทีมงานได้ดูแลเรื่องวีซ่าให้กับลูกค้ามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 สามารถช่วยท่านขอวีซ่า หรือแก้ปัญหาวีซ่าให้ท่านได้ไม่ว่าจะซับซ้อนเพียงใด โดยเฉพาะในยุคของโควิดนี้ เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิการของทีมงานและลูกค้า ทีมงานเราก็ทันยุคทำงานจากบ้านกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ช่วงนี้จะเข้าออฟฟิศทุกวันพุธกับวันพฤหัส หรือตามที่โทรนัด ส่วนการบริการคุณภาพของเรา ทุกอย่างยังเหมือนเดิมค่ะ ท่านสามารถติดต่อทีมงานเราได้ที่: