สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณหมอวีซ่าได้มีโอกาสไปประชุมประจำปีที่มหาวิทยาลัย UNSW จัดโดย UNSW Global และได้พบกับเพื่อนร่วมงานในสายเอเย่นท์นักเรียนหลายเจ้าจากหลายประเทศ ต่างก็บ่นตุ๊บตั๊บถึงกฎหมายใหม่เกี่ยวกับวีซ่านักเรียนอันเข้มงวดขึ้นมากของออสเตรเลีย ได้ข่าวมาว่าปีหน้า 2012 จะมีอีกหลายสถาบันอาจโดนสั่งปิด อีกหลายเอเย่นท์โดนสอบสวนและถูกสั่งพับ เนื่องจากเหตุใหญ่ๆคือการที่เคยไปใช้เอกสารปลอมในการทำวีซ่าให้นักเรียนมาเป็นสาเหตุใหญ่ ส่วนในงานอบรม migration agents ที่คุณหมอวีซ่าไปร่วมมาเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนแถว Circular Quay ก็มีการพูดถึง applications สำหรับวีซ่าทักษะ Skilled visas ที่ยื่นเข้าไปกว่า 45,000 cases อิมฯมาพบว่ามีการใช้เอกสารปลอม หรือให้ข้อมูลปลอมถึง 20,000 กว่ากรณีเพื่อให้ได้มาซึ่งวีซ่าถาวรของออสเตรเลีย จึงมาตั้งข้อสรุปว่า ด้วยความที่มีผู้สมัครรวมทั้งเอเย่นท์ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจรรยาบรรณมากมายจากทั่วโลกหลายชาติทำเคสปลอมๆไปหลอกรัฐบาลเขา เขาก็เลยต้องขึ้นมากวาดล้างครั้งใหญ่เป็นเรื่องธรรมดา งานที่ตามมามากมายมหาศาลสำหรับรัฐบาลชุดนี้ เพราะนอกจากจะต้องคอยปฏิเสธเคสที่ตกค้างอยู่ปัจจุบันแล้ว ยังต้องไปรื้อเคสเก่าๆที่ handled โดยเอเย่นท์ที่มีชื่อปรากฎบ่อยๆว่าทำอะไรผิดๆใช้เอกสารแต่งเรื่องปลอมจนลูกค้าได้ PR or citizen ไปแล้ว โดยอิมฯสามารถมีอำนาจเข้าไปถอน PR or citizen ได้อีก ลองคิดดูว่าหากเราได้ PR มาแล้วจู่ๆวันหนึ่งรับจดหมายโดนอิมฯสอบสวน ก็คงเป็นเรื่องที่นอนไม่หลับไปอีกนานเลยนะคะ ดังนั้นในขบวนการกวาดล้างครั้งนี้ ส่งผลไปถึงวีซ่ามากมายหลายตัวรวมทั้งวีซ่านักเรียนด้วย แต่คุณหมอวีซ่ากลับมองว่า การกวาดล้างเป็นสิ่งที่ดี เพราะคนที่ไม่ควรได้วีซ่าก็ไม่ควรไปทำเรื่องหลอกรัฐบาลเขา สิ่งที่ไม่ใช่ของแท้และไม่ใช่เป็นของที่เราควรได้ วันหนึ่งก็จะหลุดจากเราไปได้เช่นกัน จะทำอะไร ทำวีซ่าตัวไหนก็ทำในสิ่งที่เราพึงได้ตามกฎหมายของบ้านเมืองเขา อย่าไปทำหลอกเลย สักวันโดนจับได้ ก็ต้องคืนเขาไป เสียเงินทองไปมากมาย แล้วกลับมาโดนลงโทษลงทัณฑ์อีก ก็ไม่คุ้มกันนะคะ คราวนี้ก็มาถึงเรื่อง hot สุดในยุคนี้ คือวีซ่านักเรียนของออสเตรเลีย นับจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2011 ที่ผ่านมา รูปแบบของวีซ่านักเรียนตัวใหม่ตาม Recommendation ของ Knight Review ก็เริ่มใช้แล้วอย่างเป็นทางการนะคะ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็น stage แรกเท่านั้น และจะค่อยๆเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆเกี่ยวกับวีซ่านักเรียนไปอีกเป็นขั้นเป็นตอนไปตลอดจนถึงปี 2013 จนกว่าจะเข้ารูปเข้ารอย สำหรับการเปลี่ยนแปลงหลักๆภายใต้ stage แรก นี้ก็คือการเพิ่มตัวเลือกในการทดสอบระดับภาษา (แต่ไม่กระทบนักเรียนไทย) และ การเพิ่มระยะเวลาวีซ่าให้กับนักเรียน research แต่ประเด็นหลักที่สุดเห็นจะเป็นในเรื่องของ Genuine Temporary Entrant หรือที่เรียกกันย่อๆว่า GTE ซึ่งล่าสุดคุณหมอวีซ่าก็ได้ไปอบรมมาด้วย ต้องขอบอกว่า วีซ่านักเรียนรูปโฉมใหม่นี้ จะเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ของงานบริการในสายวีซ่านักเรียนของออสเตรเลียเลยก็ว่าได้ จากที่ฟังๆมา ความที่การยื่นวีซ่านักเรียนจะทำยากขึ้นมาก เอเย่นท์ทั้งหลายจะถือว่าวีซ่านักเรียนนั้นเป็นเสมือนหนึ่งในวีซ่าหลายๆตัว เช่นวีซ่าทักษะ วีซ่านายจ้างสปอนเซอร์ วีซ่าคู่สมรส ฯลฯ ที่ต้องอาศัยความรู้และความชำนาญในการทำวีซ่าอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวแทนขายคอร์สเยี่ยงสมัยที่ผ่านๆมาอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น นอกจากจะไม่สามารถให้ส่วนลดได้แล้ว ยังจะต้องมีการเรียกเก็บค่าบริการทำวีซ่าอีกด้วย สาเหตุเพราะการทำวีซ่านักเรียนนั้นได้กลายเป็น professional เหมือนๆกับการรับทำวีซ่าตัวอื่นๆเสียแล้ว เพียงแต่อาจมีการเรียกเก็บค่าแรงการทำวีซ่าในราคาที่ถูกลง ทาง Migration Agents Registration Authority (MARA) ได้กำหนดค่าทำวีซ่านักเรียนสำหรับออสเตรเลียไว้ที่ประมาณ $550-$1,999 ในท้องตลาดปัจจุบัน ดังนั้นสำหรับตลาดไทยแล้ว วิธีเก่าๆที่เอเย่นท์ไทยส่วนใหญ่ใช้โดยการขายคอร์สราคาถูกๆ ขายซ้ำๆแต่คอร์สในระดับดิพโพลม่า เปลี่ยนแต่ college ไปให้เรื่อยๆ แล้วแข่งกันลดราคาแต่อย่างเดียวนั้น หมดยุคแล้ว เพราะจะพบว่าวีซ่าจะไม่ผ่าน หรือผ่านได้ยากมาก ในยุค GTE ไม่คล่องแคล่วอย่างที่เคยเป็นมาอีกต่อไปแล้ว การขอวีซ่านักเรียนในยุคนี้ จึงต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมายและประสบการณ์ในการตีความกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลให้แตกฉาน จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ และที่สำคัญนอกจากจะต้องมีหลักฐานที่แน่นแฟ้นและเป็นจริงแล้ว ยังต้องมีการพิสูจน์เจตนาในการมาเรียนของเราอีก ถ้าหากเตรียมเอกสารเข้าไปไม่ดี โอกาสที่จะโดนปฏิเสธก็สูงเป็นทวีคุณ และครั้นโดนปฏิเสธวีซ่า ก็ติดประวัติอีก ทำให้การขอวีซ่าในอนาคตไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลียหรือประเทศอื่นก็รวนไปหมดอีกเหมือนกัน คุณหมอวีซ่าจึงอยากแนะนำให้น้องๆนักเรียนนักศึกษาปรึกษาเอเย่นท์ระดับมืออาชีพที่รู้กฎหมายจริงๆ อย่าเลือกเอเย่นท์เพราะใครให้ราคาถูกกว่า เพราะหากราคาถูกแต่วีซ่าไม่ผ่าน ก็ไม่มีประโยชน์ จริงไหมคะ แถมสร้างประวัติลบให้กับตนเองอีก ไม่คุ้มกันจริงๆค่ะ และในวันที่ 5 นี้เอง ทางกระทรวงอิมมิเกรชั่นได้ออกข้อปฏิบัติที่ 53 ภายใต้มาตรา 499 แห่งพระราชบัญญัติการย้ายถิ่นฐาน 1958 (Direction No 53 – Assessing the Genuine Temporary Entrant Criterion for Student Visa Applications) ซึ่งท่านรัฐมนตรี Chris Bowenได้ออกข้อปฏิบัตินี้มาเพื่อเป็นแนวทางในการประเมิน GTE คุณหมอวีซ่าเคยกล่าวถึง GTE ไปแล้วเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ก็ขอยกเรื่องนี้มาพูดคุยกันอีกสักครั้งหนึ่งในปักษ์นี้ เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป GTE จะถือเป็นเกณฑ์หลักที่ทางเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นจะนำมาพิจารณาในการออกวีซ่านักเรียนทั้งที่ขอต่อภายในประเทศ และที่ขอตรงมาจากไทยค่ะ สี่ปัจจัยหลักที่ทางอิมมิเกรชั่นจะนำมาพิจารณาว่าจะให้วีซ่านักเรียนกับใคร หรือคนไหนก็คือ 1. สถานะตลอดจน สภาพแวดล้อมของผู้สมัคร 2. ประวัติการย้ายถิ่นฐานของผู้สมัคร 3. ถ้าหากผู้สมัครเป็นผู้เยาว์ – จุดประสงค์ของผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลในการสมัครมาที่ออสเตรเลีย 4. ปัจจัยอื่นๆ คำที่อิมมิเกรชั่นนำมาใช้นั้นน่าสนใจนะคะ การจะตัดสินใจอะไรได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะฟันธงไม่ให้ แต่มอบอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นทั้งหลายในการ “ชั่งน้ำหนัก” (weigh in) ประกอบการตัดสินใจว่าข้อมูลที่ให้มานั้นแสดงให้เห็นถึงเจตนาและความตั้งใจอันแท้จริงที่จะมาเรียนต่อยังประเทศออสเตรเลียหรือเปล่า ต่อไปนี้ถ้านักเรียน หรือนักศึกษา ตกอยู่ในประเภทที่: – มีประวัติลงเรียนคอร์สถูกๆ แล้วต่อวีซ่าไปเรื่อยๆ – เคยโดนปฏิเสธวีซ่ามาก่อน – อยู่ออสเตรเลียมาหลายปีแล้ว แต่ลงเรียนคอรส์ไหนก็ไม่จบสักที – เคยไปประเทศอื่นๆ แล้วมีประวัติที่ต้องการจะย้ายมาตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสภาพทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ครอบครัว ทั้งในประเทศบ้านเกิด และออสเตรเลีย แล้วยังรวมไปถึงคอร์สที่เลือกจะมาเรียนอีกด้วย ตอนนี้ผู้อ่านทั้งหลายก็คงจะเห็นแล้วนะคะว่ามีหลายปัจจัยเลยทีเดียวที่มีผลต่อการประเมิน GTE ต่อไปนี้ถ้าใครมาเรียน แล้วตอบไม่ได้ว่าจะเรียนคอร์สนี้ไปเพื่ออะไร แล้วจะทำอาชีพอะไรต่อไป เรียนจบโทมาแล้ว 3 ใบ แต่ยังเลือกมาเรียน diploma ที่ออสเตรเลียอีก เช่นนี้ ทางอิมมิเกรชั่นก็อาจจะตั้งข้อสงสัยถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเรียนที่ออสเตรเลียนะคะ ถ้าหากคุณหมอวีซ่าเดาไม่ผิด จุดประสงค์ของการจัดตั้ง GTE ขึ้นมาก็เพื่อลดจำนวนนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการจะเข้ามาตั้งถิ่นฐานยังออสเตรเลีย แต่คุณหมอวีซ่าก็ไม่อยากให้พวกเราตื่นตระหนกตกใจกันไปหมดนะคะ เพราะว่าถึงแม้จะมีปัจจัยมากมายที่ส่งผลกระทบต่อการประเมิน GTE แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีโอกาสมาเรียน หรือจะขอพีอาร์ในอนาคตนะคะ ซึ่งในปักษ์หน้าคุณหมอวีซ่าจะพูดถึงแนวโน้มวีซ่าในอนาคตกัน แต่ถ้าหากน้องๆคนไหนไม่ชัวร์ และอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการให้ซีพีอินเตอร์ ฯ ช่วยเตรียมหลักฐานในการยื่นวีซ่านักเรียนละก็ ติดต่อมาได้เลยนะคะ ทางทีมงานซีพีอินเตอร์ ฯ ทุกคน ยินดีและพร้อมที่จะช่วยเหลือค่ะ สามารถติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.immi.gov.au/students/_pdf/2011-genuine-temporary-entrant.pdf นอกจาก GTE จะเริ่มออกมาใช้กันแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่คุณหมอวีซ่าอยากมาบอกกล่าวกันค่ะ นั่นก็คือเรื่อง Fraud Public Interest Criterion (PIC) นั่นก็คือการใช้เอกสารปลอมหรือให้ข้อมูลเท็จในการยื่นสมัครวีซ่า ซึ่งในแต่ก่อนนั้น PIC จะนำมาใช้กับผู้ที่ต้องการสมัคร Skilled Migration visas แต่นับจากวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา PIC นั้นจะคลอบคลุมไปถึงวีซ่าต่างๆรวมถึงวีซ่านักเรียนด้วย ถ้าใครใช้เอกสารปลอมไม่ว่าจะตอนยื่นเอกสาร หรือใช้เอกสารปลอมยื่นสมัครวีซ่าไปในตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา เคยถูกปฏิเสธวีซ่าเพราะเคยใช้เอกสารปลอมยื่นเข้ามาหรือเปล่า ถ้าหากทางอิมมิเกรชั่นเกิดตรวจพบว่ามีการยื่นเอกสารปลอมเข้าไปในการสมัครขอวีซ่า ทางอิมมิเกรชั่นจะให้เวลา 28 วันในการให้เราเขียนเหตุผลเข้าไปว่าทำไมเขาถึงจะให้วีซ่าเรา แต่ถ้าหากเราหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ ผู้ที่สมัครวีซ่าเข้าไปมีสิทธิโดนลงทัณฑ์ทำโทษละเว้น 3 ปีไม่มีสิทธิขอวีซ่าชั่วคราวใดไเข้าออสเตรเลีย ซึ่งภายใต้ PIC กฎการลงโทษก็คือ “one fails, all fail” ใครก็ตามที่ยื่นใบสมัครวีซ่าเข้าไป แล้วโดนปฏิเสธวีซ่าภายใต้กฎ PIC ไม่ว่าจะมีกี่คนในสมัครนั้นๆ ทุกคนก็จะโดนปฏิเสธวีซ่าหมด แต่จะไม่ได้รับโทษแบน 3 ปีเหมือนกับคนที่เป็นผู้สมัครหลัก แต่การโดนปฏิเสธวีซ่าครั้งหนึ่งมันก็เหมือนกับการที่เราโดนขึ้นแบล๊กลิสต์ ถ้าหากจะอยากกลับมาออสเตรเลียอีกรอบ ทางอิมมิเกรชั่นก็จะต้องนำข้อมูลเก่าเข้ามาประกอบการพิจารณาเสมอ ถ้าหากครั้งหนึ่งเราโดนปฏิเสธ โดยเฉพาะด้วยเหตุผลของการใช้เอกสารปลอม ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางการเงิน ใบปริญญาบัตร ผลสอบทางภาษาเป็นต้น พอครั้งที่สองเราจะสมัครวีซ่าอีก เราก็อาจจะโดนจับตา รวมถึงอาจจะโดนปฏิเสธอีกรอบเพราะทางเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อมั่นในหลักฐานที่เรายื่นประกอบอีกต่อไป คุณหมอวีซ่าถึงพูดเสมอว่าการจะสมัครวีซ่าประเภทอะไรก็ตาม เราจะต้องใช้หลักฐานที่เป็นจริงเสมอ เพราะถ้าหากโดนปฏิเสธขึ้นมา เผลอๆอาจจะไม่ได้มาออสเตรเลียกันอีกเลยทีเดียว สำหรับผู้อ่านท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PIC สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.immi.gov.au/migration-fraud/document-fraud.htm จากข้อมูลที่ให้มาข้างต้น ก็คงพอจะบ่งบอกถึงแนวทางที่เปลี่ยนไปของวีซ่านักเรียนได้นะคะ ว่าต่อไปนี้การจะเข้ามายังประเทศออสเตรเลียเพื่อหางานทำโดยอาศัยช่องทางของวีซ่านักเรียนเข้ามา หรือน้องๆเปลี่ยนโรงเรียนไปเรื่อยๆ แต่เรียนไม่จบไหนสักที่ หรือบางคนที่ใช้เอกสารปลอมเข้ามา ก็คงต้องเปลี่ยนแนวความคิดแล้วล่ะค่ะ เพราะดูเหมือนว่าต่อไปนี้ประเทศออสเตรเลียต้องการนักเรียน หรือนักศึกษาที่ต้องการมาศึกษาต่อยังประเทศนี้จริงๆ และมีจุดประสงค์เพื่อมาเรียน ไม่ใช่มาเรียนเพื่อขอพีอาร์อีกต่อไป อย่างไรก็ตามที่คุณหมอวีซ่ากล่าวมาทั้งหมดก็ไม่ได้หมายความว่าให้ทุกคนถอดใจ แล้วกลับบ้านกันนะคะ เพราะคุณหมอวีซ่าเชื่อว่าออสเตรเลียเองก็ยังเปิดประเทศต้อนรับน้องๆผู้อ่านทุกคนที่ต้องการเข้ามาศึกษายังออสเตรเลียอย่างตั้งใจจริงค่ะ

แต่ในท่ามกลางข่าววีซ่าเข้มงวดไม่ปล่อย PR ของ Australia คุณหมอวีซ่าก็มีข่าวดีเรื่อง Canada ยินดีต้อนรับนักเรียนนักศึกษา และเปิดช่องทางการทำ PR ให้อย่างกว้างขวาง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะคะ หากน้องๆสนใจจะย้ายไป Canada กัน ก็นัดมาคุยกับคุณหมอวีซ่าโดยตรงได้เลยนะคะ ยินดีให้ข้อมูลที่ถูกต้องให้ค่ะ Cherry Picking with CP Inter – Saturday 3 December, 2011 ก่อนจะลากันไปวันนี้ คุณหมอวีซ่าก็อยากจะเชิญชวนน้องๆผู้อ่านทุกคนไปร่วมเชอร์รี่ทริปกับทีมงานซีพี อินเตอร์ฯ ในวันเสาร์ที่ 3 ธันวาคมนี้ รีบๆจองกันหน่อยนะคะเพราะว่าใกล้จะเต็มแล้ว นอกจากนี้คุณหมอวีซ่าก็ขอให้น้องๆมาร่วมกันเขียนเรียงความประกวดวันพ่อ โดยเงินรางวัลที่ผู้อ่านได้รับ ทางซีพีอินเตอร์ฯ จะสมทบทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัยที่เมืองไทยอีกด้วยค่ะ ถ้าสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 029267 8522 or email education@cpinternational.com

มีคำถามเกี่ยวกับการสมัครหรือสถานะวีซ่าออสเตรเลียของคุณ? ต้องการสมัครเพื่อศึกษาต่อ ทำงาน หรืออาศัยอยู่ในออสเตรเลีย? สามารถขอคำแนะนำจากทีมคุณหมอวีซ่าได้ที่: